สวัสดี !
หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: กระทู้ธรรมมะ  (อ่าน 5620 ครั้ง)
ของร้อน23
2541-2543 ช่างสำรวจรุ่น23
อาชีวเฉลิมสาสน์
ปวช
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 345

เกิดเป็นชาย มีหนี้ใช้ มีแค้นล้าง


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2008, 03:27:53 PM »

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
พวกเราเหล่าลูก " เสด็จเตี่ย " ล้วนรู้และเรียกขานพระนามของพระองค์ว่า
เสด็จเตี่ย
กรมหลวงชุมพร
ในสถานการณ์บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย ลูกใคร่ขออัญเชิญ บันทึกของเสด็จเตี่ย มาให้พ่อแม่พี่น้องชาวไทย และบุคคลที่กำลังทำร้ายทำลายประเทศชาติพึ่งสำนึก กลัวบาปกรรม
และระลึกว่า ผืนแผ่นดินที่ท่านได้กอบโกยโกงกิน ได้แลกมาด้วยเลือดเนื้อ ชีวิต และความหวงแหนของบรรพชนมากน้อยเท่าไร
เจอบันทึกนี้ให้เอาคำต่อไปนี้ของกูไปประกาศให้คนรู้ว่า
"กูกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"
ผู้เป็นโอรสของพระปิยะมหาราช ขอประกาศให้พวกมึงรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้
ไอ้อีมันผู้ใด คิดบังอาจทำลายแผ่นดิน ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤๅ กระทำการทุจริตก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่กูจะสั่งทหารผลาญสิ้นทั้งโครต
ให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยามอันเป็นที่รักของกู
ตราบใดที่คำว่า "อาภากร" ยังยืนหยัดอยู่ในโลก
กูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู
ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา
แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น.
พวกเราต่างก็รัก และเทิดทูล กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พบในสถานที่ หรือหน่วยงานบางแห่งก็ใช้ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่ง เขตร มี ร ในขณะที่ทรงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงขึ้น)
พระองค์ทรงรักราชนาวีมาก และได้ทรงพระยศ
นายเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
His Royal Highness, Prince Abhakara Kiartiwongse, Prince of Jumborn.
บ้างก็ใช้ ตามพระนามที่ปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งในสถานที่ราชการ ตามวัด และศาลต่างๆ ว่า
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
หากท่านต้องการทราบว่า เหตุใดท่านจึงยิ่งใหญ่ และครองใจผู้ชนแม้ว่าจะจากไปเกือบ 100 ปี
แต่ความเป็น "เตี่ย" ของลูกๆยังไม่สิ้นไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2008, 09:14:02 AM โดย โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 10:54:48 PM »



ประวัติ  "พระอุดมประชานาถ"  นามเดิม เปิ่น นามสกุล ภู่ระหงษ์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านเลขที่ ๔ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายฟัก นางยวง ภู่ระหงษ์ เป็นบุตรคนที่ ๙ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันรวม ๑๐ คน คือ

          ๑. นางจันทร์ อ่ำระมาด ถึงแก่กรรม
          ๒. นางอินทร์ คงประจักษ์ ถึงแก่กรรม
          ๓. นายเถิ่ง ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๔. นายชุ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๕. นางไว ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๖. นายเลื่อน ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๗. นายไล้ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๘. นางรองภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๙. พระอุดมประชานาถ "เปิ่น ภู่ระหงษ์"
        ๑๐. นางอางค์ เฮงทองเลิศ

ชีวิตปฐมวัยของหลวงพ่อเปิ่นนับเนื่องแล้วเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างที่สุดที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีอุดมมากไปด้วยวิชาอาคมอาจเนื่องด้วยที่นั่นไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นหนึ่งในลูกผู้ชายทุกคนจักพึงมีหลวงพ่อเปิ่นสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยเด็กอาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระซึ่งในสมัยนั้นมีพระคุณเจ้าที่จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพระมีความเก่งกาจมีความเชี่ยวชาญในสายไสยศาสตร์ หลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หา ในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ

ในช่วงนี้เองบิดาซึ่งเห็นแววของเด็กชายเปิ่นมาตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวและมีสัจจะเป็นยอด จึงได้ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอมีอยู่ให้กับเด็กชายเปิ่น ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายความเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาในทางด้านไสยเวทเพื่อไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเองบ้าง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคม เพื่อศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเอง ได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง แห่งวัดทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พระคุณเจ้าเก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฏฐานและไสยเวท นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของเด็กชายเปิ่น ในเวลานั้นหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ท่านเสมือนจะทราบว่า เด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทย์อย่างแน่นอน อีกทั้งจิตอันใสบริสุทธิ์สะอาด ผนวกกับเป็นคนจริง ท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชาไสยเวทต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่นทุกอย่างที่สอนได้ ด้วยความที่ตนเองใฝ่หาทางนี้โดยตรง ความรู้ที่หลวงพ่อแดงมอบให้ เด็กชายเปิ่นได้รับไว้อย่างมากมาย ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นเติบโตขึ้นเป็นนายเปิ่นแล้วได้พบเจอกับเพื่อนที่มีความอยากรู้ อยากเรียน อยากทราบในสายไสยเวทเหมือนกัน จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนานามว่า "หลวงพ่อจำปา" (มรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

นายเปิ่น ศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายกลับสู่ถิ่นฐานเดิมคือตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ซึ่งพอดีถึงเวลาอายุครบเกณฑ์ทหาร ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือทหารประจำการ กับทหารโยธา การเข้าเกณฑ์ทหารในครั้งนั้น นายเปิ่นได้ถูกคัดเลือกให้เป็นทหารโยธา ผลัดที่ ๒ แต่นายเปิ่นก็ไม่ได้เป็นทหารรับใช้ชาติ เพราะทางการประกาศยุบเลิกทหารโยธาเสียก่อน จึงต้องช่วยพ่อแม่ทำนาเรื่อยมา  สมัยนี้เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอดวิชาสักยันต์อันเกรียงไกร จากหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ

หลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทคาถา จัดได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร เพียงแค่ท่านเพ่งกระแสจิตเท่านั้น แม้จะมีอันตรายใด ๆ ก็ตามไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้ อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรค ที่อื่นหมดทางที่จะรักษาให้หายได้ แต่เมื่อได้มากราบนมัสการขอความเมตตาจากท่าน ท่านจะปรุงยาให้ไปต้มรับประทาน ก็หายได้เหมือนปาฏิหาริย์ คาถาอาคมต่างๆ ตลอดยาสมุนไพร ที่หลวงพ่อท่านรักและเมตตาศิษย์คนนี้เป็นพิเศษ วิชาการต่าง ๆ ท่านจึงถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  เป็นเพราะในช่วงที่เป็นหนุ่มแน่นนายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระทุกครั้งขณะที่ว่างจากงาน  ใกล้ชิดกับวัดมากและดีที่สุดจนเมื่อถึงเวลาหนึ่งซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่าควรจะบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาที่ได้ศึกษามานั้นอย่างจริงจัง  ซึ่งวิชาดังกล่าวจะให้ได้ผลอย่างจริงจังจิตใจจะต้องนิ่งสงบไม่มีทางใดดีกว่านอกจากบวชเรียนเท่านั้น  จึงขออนุญาตคุณพ่อและคุณแม่ว่าอยากจะบวช ซึ่งทั้งสองท่านต่างก็มีความยินดีมีความปลื้มอกปลื้มใจที่ลูกมีจิตศรัทธาจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนานอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการบวชของลูกแล้วก็ยังเป็นการที่ลูกจะตอบแทนพระคุณตามโบราณกาลที่ถือเนื่องกันมาโดยลำดับ

ดังนั้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน จึงเข้าสู่บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

บรรพชา  วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์

อุปสมบทวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

          เจ้าอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต   เป็นพระอุปัชฌาย์
             พระอาจารย์ทองอยู่  ปทุมรัตน   เป็นพระกรรมวาจาจารย์
             พระอาจารย์เปลี่ยน  ฐิตฺธัมโม   เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้นามว่า "พระฐิตคุโณ"

เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตามหน้าที่ของพระนวกะ ว่างจากงานก็ปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จากท่านด้วย ท่านก็ได้ให้ความเมตตาอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ด้วยดี ที่สำคัญของพระปฏิบัติก็คือกัมมัฎฐาน จิตใจเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด เวทมนต์คาถาจะขลังหรือศักดิ์ก็เพราะจิต ด้วยเหตุดังกล่าวหลวงพ่อจึงเน้นการปฏิบัตินี้มาก และได้ฝึกหัดให้ชำนาญ ยิ่งกว่านั้นท่านยังได้รับถ่ายทอด อักขระโบราณ เป็นรูปแบบยันต์ต่าง ๆ การลงอาคมคาถา ตามทางเดินของสายพระเวทย์ กล่าวกันว่าอักขระที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้น สวยงามมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ในช่วง ๔ ปีกว่า ที่อยู่รับใช้ และเล่าเรียนวิชาอาคมต่าง ๆ จากหลวงพ่อหิ่ม ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ไม่เสียทีได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาทำให้รู้และเข้าใจในวิชาการต่างๆ และอยู่ปรนนิบัติจนถึงกาลที่หลวงพ่อหิ่มละสังขาร (มรณภาพ) ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อ

อย่างไรก็ดี การศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้นได้รับจากหลวงพ่อหิ่มมาก็ยังไม่อิ่มในรสแห่งพระธรรม เสร็จจากงานฌาปนกิจศพของหลวงพ่อหิ่มแล้ว ก็ตั้งใจจะแสวงสัจจธรรมต่อไปอีก จึงเข้าไปกราบลาหลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโม พระอนุสาวนาจารย์ เพื่อเดินธุดงควัตรแสวงหาธรรมเพิ่มต่อไป พระอาจารย์ทั้งสองต่าง ก็พลอยยินดีและอนุโมทนาในการที่จะปฏิบัติธรรมเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้นไป

เมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ทั้งสองแล้ว ได้ทราบข่าวกิตติศัพท์เล่าลือว่าที่ "วัดบางมด"เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร "หลวงพ่อโอภาสี" (พระมหาชวน) ได้อบรมแนะนำสั่งสอนพระกัมมัฎฐาน ได้มีผู้สนใจเข้าไปสมัครเป็นศิษย์กันมาก หลวงพ่อจึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ จะเป็นด้วยบุญบารมีที่เคยได้ร่วมกันมาแต่อดีตหรืออย่างไรไม่ทราบ หลวงพ่อโอภาสี เมื่อได้ทราบเจตนาดังนั้น ยินดีต้อนรับและสั่งให้พระจัดสถานที่ให้

ธรรมมะที่ หลวงพ่อโอภาสี แนะนำสั่งสอน ท่านจะเน้นให้ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ปล่อยวาง อย่ายึดถือ โดยเฉพาะศัตรูสำคัญคือขันธ์ ๕ ให้พิจารณาแยกออกเป็นธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งชัด ละอุปาทานที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นจริงดังกล่าวแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่จะเบาบางไป สัจจะคือความจริง ได้แก่อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มีตัวตนก็จะปรากฏขึ้น ได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้เล่าประสพการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ผจญมา และบอกว่ายังมีอาจารย์เก่ง ๆ และดี ๆ อีกเยอะ ในเมืองไทยได้อยู่รับใช้และศึกษาปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลา ๑ ปีเศษก็กราบลาเพื่อออกธุดงควัตรต่อไป

เมื่อกราบลา หลวงพ่อโอภาสี จุดหมายปลายทางจะไปทางภาคเหนือก่อน เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่า ทางภาคเหนือของประเทศไทยนี้ มีพระอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมาก ความไม่อิ่มในธรรม และใคร่จะได้ศึกษาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้น พบอาจารย์ที่ไหน ก็จะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมจากท่าน เจริญสมณธรรม อาศัยอยู่ในป่า ตามถ้ำ ตามหุบเขาต่าง ๆ สิ่งแรกที่ได้รับคือ ความกลัวหมดไป ประการที่สอง ได้กายวิเวก ประการที่สาม จิตวิเวกจะเกิดขึ้นผลที่สุดนิรามิสสุขก็จะตามมา

สถานที่ออกเดินธุดงควัตรอาทิเช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ได้ท่องเที่ยวเจริญสมณธรรมทางภาคเหนือเป็นเวลา ๒ ปีเศษก็คิดอยากจะเดินทางลงทางใต้บ้าง

ทางภาคใต้มีภูมิประเทศ อากาศและธรรมชาติสวยงาม ร่มรื่นเย็นสบายดีมาก ทิวทัศน์ชายทะเล ป่าเขาลำเนาไพรไม่แพ้ทางภาคเหนือ ได้เดินทางไปพักและเจริญสมณธรรมตามที่ต่าง ๆ มีปัตตานี ยะลา นราธิวาส และย้อนกลับขึ้นมาที่สุราษฎร์ธานี ได้กราบนมัสการ "หลวงพ่อพุทธทาส"แห่งสวนโมกข์ และ "หลวงพ่อสงฆ์" วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

เมื่อเดินทางจากภาคใต้แล้ว ก็ใคร่อยากจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางคือจังหวัดกาญจนบุรี ตามกิตติศัพท์เล่าลือ ณ สถานที่นี้มีผู้แสวงหาสัจจธรรม และความวิเวก และอาจารย์เก่ง ๆ ก็มีมาก ถ้าโอกาสดีอาจจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสพการณ์ได้ไม่มากก็น้อย

ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติ"หลวงพ่อเปิ่น"ได้หายไป ทราบเพียงว่าท่านได้จาริกธุดงค์ข้ามขุนเขาตะนาวศรี เข้าสู่เมืองมะริด เข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่เกริงกาเวีย ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่าที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์ อันตรายจากสิ่งลี้ลับมนต์ดำแห่งป่า สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้หลวงพ่อเกิดความหวาดกลัวแต่ประการใด ตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งความตั้งใจจะเข้าสู่แดนลี้ลับนี้ให้ได้

ณ ป่านี้นี่เองที่พระธุดงควัตรหายไปอย่างลึกลับ มีมามากแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า ผีป่า นางไม้ วิญญาณร้ายต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะ "เสือสมิง"

ที่แห่งนี้จะมีตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่บรรพกาลของเสือร้ายที่สามารถกลับแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้ จนสามารถกลับกลายร่างของตนเองเป็นเสือสมิงไป และไม่ได้กลับร่างเป็นคนได้อีก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่ง

ในส่วนหลวงพ่อเปิ่นท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย จะเป็นด้วยเพื่อจะทดลองวิชาที่ได้เล่าเรียนมาว่าจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ จิตของท่านสงบนิ่งไม่ได้กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย

ช่วงนี้ข่าวคราวของท่านเงียบหายไปอย่างสนิท มีเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอท่านบ้าง ชาวเขา ชาวป่า พวกกะเหรี่ยง บอกว่าเจอท่าน และท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่าชาวเขาเหล่านี้

กระทั่งปลายปี พ.ศ.๒๕๐๔  บ่ายแก่ของวันหนึ่ง พระธุดงค์วัยเกือบสี่สิบมาปักกลดอยู่ชายทุ่ง ใกล้กับวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง ทั้งสายวิชาพระเวท ทั้งยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน ยิ่งเกิดศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระธุดงค์รูปนี้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ " คือองค์พระธุดงค์องค์นั้น

ประจวบกับวัดทุ่งนางหลอก ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับมาคืนมาอีกครั้ง คือองค์พระธุดงค์องค์นี้ จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อให้ช่วยพัฒนาวัดและเสนาสนะต่างๆ ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้หลวงพ่ออยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นที่พึ่งทางใจของพวกเขาต่อไป

ด้วยความเมตตาธรรม และเห็นว่าพอจะช่วยได้ หลวงพ่อจึงรับนิมนต์จะช่วยเป็นผู้นำให้ ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่านทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านทั้งหลายที่มีความเดือดร้อน เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ และพระคาถาอาคมต่าง ๆ ที่จำเป็น ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีความชื่นชมศรัทธาเลื่อมใสท่านมากยิ่งขึ้น

เพียงระยะเวลาไม่นานที่หลวงพ่อมาสงเคราะห์ การกระทำและการพัฒนาวัดต่างก็ได้ให้ความร่วมมือสามัคคีดีมาก งานยากก็กลายเป็นงานง่าย เมื่อต่างก็ร่วมมือและมีความสามัคคีกันเช่นนี้ ในการพัฒนาวัดก็เจริญรุ่งเรืองไปอย่างรวดเร็ว แปลกหูแปลกตาทันตาเห็น เปรียบเหมือนเทวดามาโปรด จึงทำให้ชื่อเสียง"หลวงพ่อเปิ่น"เป็นที่เล่าลือของชาวบ้านกว้างขวางออกไป จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ประจวบกับจริยาวัตรอันงดงามของท่าน มีวิชาแพทย์แผนโบราณ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับทุกคนที่มีความเดือดร้อน รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี วัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในช่วงดังกล่าว ท่านเกิดป่วยกระทันหัน จำเป็นต้องเข้ามารักษาตัวในเมือง ท่านจึงได้กลับมารักษาตัวที่วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งใจไว้ว่าเมื่อหายป่วยดีแล้วก็จะกลับไปพัฒนาส่วนอื่นที่จะต้องทำอีกต่อไป

สู่วัดโคกเขมา  เมื่อหายป่วยดีแล้ว ก็ตั้งใจจะกราบลาพระอาจารย์เพื่อเดินทางกลับไป ประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านวัดโคกเขมา มาขอพระจากพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธัมโม ไปเป็นเจ้าอาวาสเพื่อพัฒนาวัด

พระอาจารย์เปลี่ยน ท่านได้บอกชาวบ้านโคกเขมาว่า ดีแล้ว ศิษย์ของฉันเขาไปธุดงค์ เผอิญไม่สบายกลับมารักษาตัว หายดีแล้ว ก็จะกลับไปพัฒนาวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรีอีก ฉันเองก็ไม่อยากจะให้เขาไปไกล คิดถึงเขา ฉันจะให้เขาไปช่วยพัฒนาวัดโคกเขมาให้รับรองว่าไม่ผิดหวัง ศิษย์โปรดของ"หลวงพ่อหิ่ม" ชาวบ้านเมื่อได้ทราบเช่นนั้น พากันปลื้มอกปลื้มใจไม่ผิดหวังแน่นอน กิตติศัพท์"หลวงพ่อหิ่ม"ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ว่าแน่แค่ไหน จึงกราบอาราธนาให้ท่านไปช่วยสงเคราะห์พัฒนาด้วย ท่านก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ เพื่อฉลองพระคุณของพระอาจารย์ที่ได้ช่วยเหลือมาตลอด

คณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว ออกประกาศและแต่งตั้งให้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ" เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ และนี่เป็นจุดแห่งบุญญาบารมีและชื่อเสียงของ"หลวงพ่อเปิ่น"

เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา หลวงพ่อได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะ ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เกิดด้วยแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ "หลวงพ่อ" ในเวลานั้น และที่วัดโคกเขมานี่เอง "หลวงพ่อ" ได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมาหายากมาก เพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์ สร้างอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ จากวัดโคกเขมาจึงออกมาอีก เพื่อให้ศิษย์และประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัด

ที่วัดโคกเขมา หลวงพ่อออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง(สมเด็จ) ทั้งรูปหล่อ ทั้งเหรียญพระบูชา(พระสังกัจจายน์) ทุกอย่างทุกองค์ที่หลวงพ่อสร้างมีค่ายิ่งสำหรับชาวบ้านที่รับไป

ทางด้านการปฏิบัติธรรม ทางด้านไสยศาสตร์ หลวงพ่อถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น และนั่นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ชื่อหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า ที่กุฎิหลวงพ่อมีศิษยานุศิษย์มากันเนืองแน่นโดยไม่ขาดสาย

อีกอย่างที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น จวบจนปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมา นั้นคือ "การสักยันต์" แน่ละหากกล่าวถึง "หลวงพ่อเปิ่น"ในหมู่ของชายฉกรรจ์ ตั้งแต่อดีตมา หากเป็นสมัยท่านแล้วละก็ ก็ต้องยกนิ้วให้กับหลวงพ่อ ในเรื่องไสยศาสตร์ เวทเมนตร์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างกายของชายชาตินักสู้ในรูปแบบเฉพาะของท่านเอง ทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดลงข่าวที่ว่าแม้สิ้นชีพไปแล้ว มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลย

หลวงพ่อในสมัยที่ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ หลวงพ่อท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง มาภายหลังหลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการสักให้แก่ศิษย์เป็นองค์สักแทน แล้วหลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น

เรื่องการสักของหลวงพ่อกล่าวเพียงบทสรุป ว่าชอบ เสือ ด้วยเหตุผลที่บอกเพียงสั้น ๆ แก่ศานุศิษย์ว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ เพียงเสียงคำรามของเสือ สัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ กลิ่นของเสือ สัตว์ทั้งหลายเมื่อรับสัมผัสจะยอมในทันที หลีกทันก็ต้องหลีก จัดอยู่ในมหาอำนาจ เสือรูปร่างสง่างาม เต็มไปด้วยอำนาจบารมี จัดอยู่ในมหานิยม ที่สำคัญ"หลวงพ่อ" เคยประจันหน้ากับเสือมาแล้ว กลางป่าลึก ระหว่างธุดงควัตรแถวป่าใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี จึงเกิดความประทับใจตั้งแต่นั้นมา

             ช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา อันเป็นเวลาที่เจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูง

ในส่วนของวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต มรณภาพลงและหลวงพ่อเปิ่นออกจาริกแสวงธรรม ทางวัดบางพระเงียบเหงาลง ต่อมา"หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์" พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อเปิ่นได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่หิ่ม จนมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๕๑๖ เจ้าอาวาสวัดบางพระ จึงว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ไปกราบอาราธนาหลวงพ่อเปิ่นให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ซึ่งในตอนแรกหลวงพ่อไม่ยอมมาด้วยสาเหตุว่าไม่มีใครดูแลวัดโคกเขมา ซึ่งเป็นเหมือนกับวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระและความรับผิดชอบยังอยู่ที่ท่าน

ในส่วนของญาติโยมชาวโคกเขมานั้น เคารพรักใหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเทียบเสมือนว่าตัวท่านเป็น น้ำทิพชะโลมใจ ท่านเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธา เป็นพระนักพัฒนาที่สร้างแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ญาติโยมฝ่ายวัดบางพระ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม เพียรกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิดของท่านเอง ให้กลับคืนเหมือนเดิม เพราะชาวบ้านทั้งหลายได้ร่วมพิจารณากันแล้วนอกจากท่านแล้วไม่มีใครที่จะทำให้วัดกลับมาเป็นดังเดิมได้ วัดบางพระมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดท่านก็ยอมที่จะมา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหาพระมาดูแลวัดโคกเขมาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะยอมกลับวัดบางพระ

ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าชาววัดโคกเขมา เมื่อทราบว่าหลวงพ่อท่านจะต้องกลับไปพัฒนาวัดบางพระซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน เสียดายก็เสียดายทำอย่างไรได้เมื่อเหตุมันเกิดก็ต้องยอมแต่ยังอุ่นใจอยู่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไปกราบปรึกษาหารือท่าน ก็คิดว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ บางทีท่านอาจจะลงมือมาช่วยได้อีก

ในที่สุดหลวงพ่อ ท่านก็กลับมาพัฒนาวัดบางพระ สมเจตนาของชาวบ้าน นั่นคือการจบชีวิตการธุดงค์ของหลวงพ่อเปิ่น

ถนนแห่งชายฉกรรจ์ผู้มีเลือดนักสู้ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเสี่ยงกับอันตรายนานาประการ ต่างก็มุ่งตรงยังวัดบางพระ เพื่อนำวัตถุมงคลที่หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทไว้กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับเป็นการนำพาความเจริญทั้งหลายมาสู่ถิ่นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อเข้ารับภาระในวัดบางพระเวลานั้น นับเนื่องแล้วเป็นการพัฒนาที่หนักเอาการ ก่อนอื่นจัดระเบียบของวัดให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ได้แก่การจัดเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสให้อยู่เป็นสัดส่วน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานั่น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยังคละเคล้าปะปนกันอยู่ ไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้มาพบเห็น

หลังจากได้วางโครงการเรียบร้อยแล้ว ให้เอาเขตสังฆาวาสทั้งหมดไปรวมอยู่ทางด้านหลัง ส่วนข้างหน้าให้เป็นเขตพุทธาวาสได้แก่โบสถ์ ศาลาการเปรียญ มณฑปพระพุทธบาท มณฑปบูรพาจารย์ ฯลฯ เป็นต้น





 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2008, 10:57:13 PM »

ด่ออีก ยิงฟันยิ้มในวันที่   ๒๕  เดือน  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๑๘    อาศัยอำนาจตามความในข้อ   ๒๓    แห่งกฎมหาเถรสมาคม   ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงแต่งตั้งให้ พระใบฎีกาเปิ่น ฉายา ฐิตคุโณ อายุ ๕๓ พรรษา ๒๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยมี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ประทับตราประจำตำแหน่ง

หลังจากได้วางโครงการแยกแยะส่วนต่างๆ แล้ว หลวงพ่อได้ย้ายและสร้างกุฏิสงฆ์ เพื่อให้พอกับพระที่อยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้ง

ด้วยการพัฒนาวัด และพร้อมด้วยจริยาวัตรอันงดงาม ปลูกศรัทธาปสาทะของผู้พบเห็น บำเพ็ญในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง และด้วยการที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทางคณะสงฆ์และทางราชการเห็นความสำคัญ จึงได้ประกาศเกียรติคุณความดีให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์ตลอดมา

ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น "พระครูฐาปนกิจสุนทร"

ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองฯ

ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น "พระอุดมประชานาถ"

ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้องถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตนโดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงควัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ

หลวงพ่อได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้

ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

boy ส.ถ.03
2535-2537 สถาปัตย์รุ่น 3
อาชีวเฉลิมสาสน์
มัธยมต้น
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 142

เฉลิมสาสน์รุ่น 17/03


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2008, 04:37:56 PM »

โอ๊ต เปลี่ยนแนวแล้วหรือครับ นึกว่าชอบแต่รูปโป๊ เอาดีครับ ผมชอบเหมือนกัน  โกรธ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เลือด เฉลิมสาสน์ สายเลือดมัน เข้มข้น แต่ละคน หัวใจ มันนักเลง

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2008, 12:25:07 AM »


วัดบางพระ  เป็นชื่อในทางราชการชื่อเดิมคือ วัดปากคลองบางพระ สังกัดมหานิกายอยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่วัด ๓๑ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา และธรณีสงฆ์ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๑๙ ตารางวา

วัดบางพระสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๒๒๐จัดอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างที่แน่ชัดเพราะคนในยุคนั้นมิได้มีการบันทึกกันที่นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ในปัจจุบันก็คือภาพจิตกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลังเดิมซึ่งกว้างประมาณ๔วายาวประมาณ๘วาหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาธรรมดาสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางภายในพระอุโบสถหลังเดิมมีพระประธานเป็นพระปฏิมากรหินทรายแดงประทับนั่งปางมารวิชัยลงรักปิดทองหน้าตักกว้าง๓๐นิ้วชาวบ้านเรียกกันว่า"หลวงพ่อสิทธิมงคล"เป็นองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักเบื้องหน้าพระประธานเป็นพระพุทธปฏิมาประทับนั่งปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง๒๖นิ้วและยังมีพระพุทธปฏิมาประทับนั่งทางด้านขวามือองค์พระประธาน๓องค์และทางด้านซ้ายมือองค์พระประธานอีก๓องค์มองกันตามแบบแล้วพระอุโบสถหลังเก่าของวัดบางพระช่างทรงคุณค่ายิ่งนักลักษณะทั่วไปก่ออิฐถือปูนหลังคาลด๒ชั้นประกอบด้วยช่อฟ้าใบระกาที่สำคัญคือหลังคาอันมุงด้วยกระเบื้องดินธรรมดากรมศิลปากรจัดให้อยู่ในดินเผาสมัยอยุธยาตอนกลางพระประธานที่เป็นพระปฏิมากรหินทรายแดงจัดให้อยู่ในสมัยอโยธยาสุพรรณภูมิ(อู่ทอง)

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นภาพเก่าแก่เป็นผลให้ทราบถึงความเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาเป็นภาพเทพชุมนุมสลับกับอดีตขององค์พระพุทธเจ้ามีการปฏิสังขรณ์เมื่อสมัยรัชการที่๔คงมีการเขียนทับและแก้ไขเพียงเล็กน้อยแต่พื้นกราวน์ดูเบื้องหลังยังคงใช้สีอ่อนมีดอกไม้ร่วงอันเป็นคติของอยุธยาภาพที่น่าสนใจอีกภาพหนึ่งก็คือ"ภาพมารผจญ"เป็นภาพที่พระพุทธเจ้าทรงจีวรแดงประทับนิ่งบนดอกบัวแก้วแม่ธรณีบีบมวยผมนับเป็นศิลปะแบบเก่าที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเป็นภาพที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางสีในภาพเขียนใช้เพียง๔สีคือขาวดำแดงและเขียวใบแค

มาถึงช่วงตอนเจริญรุ่งเรืองอย่างสุดขีดของวัดบางพระในช่วงนั้นเมื่อเจ้าอธิการหิ่มอินทโชโตเข้ามาปกครองวัดบางพระในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายที่เหมือนกันของเจ้าอาวาสวัดบางพระทุกรูปคือจะเป็นพระนักปฏิบัติกัมมัฏฐานทรงซึ่งคุณธรรมมีเมตตาธรรมสูงมากเมื่อมาถึงหลวงปู่หิ่มเป็นยุคที่วัดบางพระเจริญอย่างยิ่งท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลและเป็นพระอุปัชฌาย์ นอกจากนี้แล้วหลวงปู่หิ่มยังสร้างพระพุทธบาทจำลองเพื่อช่วยเหลือในศรัทธาของชาวบ้านที่ใคร่จะไปนมัสการพระพุทธบาทจำลองณสถานที่ต่างๆที่อยู่ไกลต้องเสียค่าใช้จ่ายกันสูงพระพุทธบาทจำลองนี้มีขนาดกว้าง๑.๑๐เมตรยาว๔.๒๐เมตรสร้างด้วยโลหะทุกกลางเดือนสี่จะมีงานเทศกาลเพื่อให้ประชาชนชาวบ้านได้นมัสการปิดทองกราบไหว้พระพุทธบาทจำลองสร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๖๙นั้นเป็นไปในด้านวัตถุในด้านทางจิตใจในด้านทางสายวิชาแล้วหลวงปู่หิ่มนับเป็นหนึ่งในส่วนนี้ท่านเก่งในทางปรุงยาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างน่าอัศจรรย์คนบ้าคนคลั่งหรือโรคมะเร็งเมื่อมาหาหลวงปู่หิ่มเพื่อให้ท่านรักษาหลวงปู่หิ่มจะให้คนปั้นหุ่นดินเหนียวแทนตัวคนป่วยลงวันเดือนปีเกิดพร้อมด้วยเงินค่าครู๑สลึง(สมัยนั้น)แล้วท่านจะนั่งตรวจดูอาการคืนหนึ่งก่อน
จึงจะปรุงยาให้ไปเมื่อคนไข้ได้รับยานั้นไปรับประทานแล้วจะหายแทบทุกราย

ในส่วนสายพระเวทด้านอักขระพระคาถาไม่เป็นที่เปิดเผยกันมากนักทราบเพียงแต่ว่าหลวงปู่หิ่มท่านสุดยอดในสายพระเวทคาถามีอะไรแปลกๆอยู่เสมอในส่วนการสักยันต์นั้นหลวงพ่อเปิ่นท่านรับมาจากหลวงปู่หิ่มเต็มๆพ.ศ.๒๔๙๕หลวงปู่หิ่มก็มรณภาพลงพ.ศ.๒๔๙๖-พ.ศ.๒๖๑๖พระอธิการทองอยู่ปทุมรตนเป็นเจ้าอาวาสพ.ศ.๒๕๑๘-พ.ศ.๒๕๔๕พระอุดมประชานาถ(หลวงพ่อเปิ่น)เป็นเจ้าอาวาส

ความเป็นมาของอุโบสถหลังเก่าของวัดบางพระนั้นไม่มีการบันทึกเอาไว้ว่าสร้างในสมัยใดมีเพียงการคาดคะเนเอาตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันคำนวณเอาจากอายุของเนื้อแท้ของถาวรวัตถุลักษณะโบสถ์เป็นแบบมหาอุตม์พื้นที่ภายในกำแพลงแก้วยกดินสูงมีสถูปเจดีย์ล้อมรอบสี่ด้านด้านหน้าหันออกสู่แม่น้ำนครชัยศรี(ท่าจีน)ด้านหน้ามีเรือสำเภาก่ออิฐถือปูนกลางลำเรือก่อขึ้นไปเป็นเจดีย์เป็นการบ่งให้ทราบว่าแถบถิ่นแถวนี้มีการค้าขายกันทางเรือเมื่อชุมชนขยายผู้คนเข้ามาอาศัยกันมากขึ้นล่วงมาจนหลวงปู่หิ่มท่านเล็งเห็นว่าอุโบสถหลังเก่านั้นเล็กเกินไปเมื่อทำสังฆกรรมจึงไม่ค่อยสะดวกไม่พอที่จะรองรับญาติโยมเป็นจำนวนมากและสภาพของโบสถ์นั้นก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาโบสถ์หลังใหม่ของวัดบางพระจึงกำเนิดขึ้นมาในสมัยนั้นในการสร้างโบสถ์หลังใหม่นั้นท่านได้เกณฑ์พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านมาช่วยกันทำโดยการชักลากไม้ในป่าแถวนั้นเล่ากันต่อๆมาว่าพื้นที่แถบนั้นยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้และสัตว์ป่านานาชนิดโดยมีชาวบ้านมาช่วยกันอย่างมืดฟ้ามัวดินทั้งนี้เป็นเพราะบุญบารมีของหลวงปู่หิ่มนั่นเองโบสถ์หลังใหม่ที่หลวงปู่หิ่มสร้างใหม่นั้นค่อนข้างใหญ่โตในละแวกคุ้งน้ำนครชัยศรีนับ
เนื่องแล้วเวลานั้นถือเป็นหนึ่งได้ทีเดียวเสาที่สร้างโบสถ์เป็นไม้ขนาดใหญ่ส่วนเพดานโบสถ์ปูด้วยแผ่นไม้กระดานทั้งหมดภายในพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อโต(พระประธาน)ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสะดุ้งมารหลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่๒เคยปรากฏว่ามีคนเห็นองค์หลวงพ่อโตมีน้ำตาไหลออกมาจากพระเนตรทั้งสองสาธุชนที่เข้าบนบานต่อองค์หลวงพ่อโตมักจะประสบผลสำเร็จในทุกอย่างการบนบานหลวงพ่อโตท่านชอบว่าวจุฬาและประทัด

หลวงปู่หิ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่แล้วเสร็จในปีพ.ศ.๒๔๗๐จนกระทั่งล่วงมาถึงยุคสมัยของหลวงพ่อเปิ่นปกครองวัดบางพระศาสนวัตถุเริ่มทรุดโทรมลงไปโบสถ์ที่ทำสังฆกรรมซึ่งทำมาจากไม้เริ่มผุกร่อนเพดานโบสถ์หักพังมีรูรั่วอยู่ทั่วไปฝนตกลงมาพระภิกษุสงฆ์ทำสังฆกรรมไม่สะดวกได้รับความเดือดร้อนกันมากจึงเริ่มที่จะทำการบูรณะกันใหม่เปลี่ยนจากเสาไม้มาเป็นเสาปูนเพดานก็เทคานพื้นเพดานเทปูนทั้งหมดเพื่อความคงทนในการบูรณะนั้นค่อนข้างจะเป็นงานใหญ่เพราะต้องใช้ทุนทรัพย์เป็นจำนวนมากช่วงนั้นสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีร้านค้าบริษัทโรงงานได้ปิดกิจการเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังหลวงพ่อเปิ่นในสมันนั้นยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากมายสักเท่าไหร่ถนนหนทางที่เข้าไปยังวัดบางพระยังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อพอฝนตกลงมาสภาพถนนกลายเป็นโคลนตมสาะชนที่เข้าไปในวัดบางพระในเวลานั้นเข้าไปด้วยพลังศรัทธาอันสูงส่งต่อหลวงพ่อเปิ่นเข้ากราบด้วยศรัทธาอันใสบริสุทธิ์ บุญบารมีของหลวงพ่อเปิ่นในการจรรโลงพระศาสนาในการสร้างศาสนวัตถุแม้ท่านจะลำบากตรากตรำทำงานหนักเพียงใดท่านไม่เคยบ่นหรือย่อท้อยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มไปด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่งเมตตาธรรมที่ท่านมอบให้กับสาธุชนที่เข้ากราบสาธุชนที่เดือดร้อนทุกข์ยากพระเครื่องเหรียญวัตถุมงคลที่ท่านมอบให้ไปนั้นเกิดเป็นประสบการณ์อย่างมากมายจนถึงปัจจุบันต่างยอมรับกันว่าหลวงพ่อเปิ่นท่านเป็นพระแท้ที่สร้างสมบารมีด้วยการพัฒนาจนลือเลื่องยอมรับกันไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศในเวลานี้

ลำดับเจ้าอาวาส
รูปที่ ๑ ฯลฯ พ.ศ. ถึง พ.ศ.
รูปที่ ๒ ฯลฯ พ.ศ. ถึงพ.ศ.
รูปที่ ๓ พระอธิการเฒ่า พ.ศ.๒๓๓๐ ถึง พ.ศ.๒๓๗๙
รูปที่ ๔ พระอธิการวัชร ์พ.ศ.๒๓๘๐ ถึง พ.ศ.๒๔๑๙
รูปที่ ๕ พระอธิการแพ พ.ศ.๒๔๒๐ ถึง พ.ศ.๒๔๔๐
รูปที่ ๖ เจ้าอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต พ.ศ.๒๔๔๑ ถึง พ.ศ.๒๔๙๕
รูปที่ ๗ พระอธิการอยู่ปทุมรัตน พ.ศ.๒๔๙๖ ถึง พ.ศ.๒๕๑๖
รูปที่ ๘ พระอุดมประชานาถ(เปิ่น  ฐิตคุโน) พ.ศ.๒๕๑๗ ถึง พ.ศ.๒๕๔๕
รูปที่ ๙ พระครูอนุกูลพิศาลกิจ(สำอาง  ปภสฺสโร) พ.ศ.๒๕๔๕ ถึงปัจจุบัน
สังกัดมหานิกาย  อยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ตำบลวัดละมุด(วัดศรีมหาโพธิ์)  อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐมภาค  ๑๔

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

ปลายหนาว09/72
2541-2543 สถาปัตย์รุ่น9
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1586

navigatortจงเดินตามทางของเราเองเฉลิมสาสน์ตลอดชีวิต


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2008, 04:28:43 PM »


สาระ ครับ ภาพนี้ มีความหมาย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าชาตินี้มีโอกาสเพียงครั้งเดียว               ที่จะได้ท่องเที่ยวเดินทางดั่งใจฝัน

แม้นได้สู่ขุนเขาที่สูงเสียดฟ้าทันใดพลัน     ครั้งเดียวนั้นเกิดมาคุ้มค่าที่ได้เดิน

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 04, 2008, 09:53:32 AM »

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด


เริ่มสวด นโม 3 จบ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง   ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ   เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา  ยะมะราชาโน  ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง  อะระหังสุคะโต  นะโมพุทธายะ



เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร

1.ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.


2.ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.


3.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.


4.หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.


5.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.


6.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว



7.กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.


8.ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.


9.เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.


10.ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง


11.ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา


12.ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.


13.อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.


14.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.


15.อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.



คำแปล

1.พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์


2.มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น


3.ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก


4.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง


5.พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย


6.มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง


7.พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ


8.พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก


9.ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่


10.พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง


11.พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ


12.อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น


13.ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ


14.ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล


15.ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ







นะโม (3 จบ) 
มอ ออ อออา ออฤา ถึง ออ ลือนาม จนถึง 12 นักษัตร อืออา ลือมา ถึงตัวข้า

ด้วย ออฤา องค์สุริยัน จันทรา มหาจักรพรรดิ

องค์ราชันดำ จตุคาม รามเทพ จัตตุโชค ศรีมหาราชโพธิสัตว์ พังพกาฬ

องค์จันทรภาณ ุ พญาชิงชัย พญาสุขุม พญาโหรา พญาขุนรักษ์ พญารองเมือง

เทวดาน้อย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตย์ ปกป้อง คุ้มครอง หลักเมือง นครศรีธรรมราช
ข้ามเจ้า นาย (นาง, นางสาว) ________________ ขอกราบสักการะ

ขอให้องค์พ่อ จงทรง ญาณบารมี ยิ่งยิ่ง ขึ้นไป บารมีของพ่อ แผ่ไพศาลไปทั่วไตรภพ

และโปรดช่วยคุ้มครอง ข้ามเจ้า ________________ และครอบครัวให้พ้นจาก

สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพเคราะห์ เสนียดจัญไร

จงพ้นไปจากตัวของ ข้าพเจ้า และครอบครัว และ ข้ามเจ้า ________________ (ขอสิ่งต่างๆ ที่ต้องการ)

ข้าพเจ้า ขอขอบคุณ องค์พ่อที่ประทาน ความสุข ความเจริญ ให้แก่ข้าพเจ้า ________________

และกรรมดีที่ ข้าพเจ้า กระทำ ขออุทิศให้ ท่านพ่อ และตัวข้าพเจ้า
(ขอขอบคุณ น้อย AIA)   


การอธิษฐานจิตขอบารมีองค์พ่อจตุคามรามเทพ 
1. อธิษฐานขอในสิ่งที่ไม่เกินกรรม

2.เมื่อท่านได้รับในสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับองค์พ่อจตุคามรามเทพ

3. ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแก่องค์พ่อจตุคามรามเทพ


ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ แม้ว่าองค์พ่อจตุคามรามเทพจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีจิตแห่งความเมตตาสูง ขอให้ท่านอย่าเพียงพึ่งแต่บารมีขององค์พ่อฯ เท่านั้น ควรสร้างกุศลให้แก่ตนเองให้ครบทุกด้าน คือ ให้ทาน (เช่น สังฆทาน บริจาคมูลนิธิต่างๆ) รักษาศีล (ศีล 5) และบำเพ็ญภาวนา (สวดมนต์ และปฏิบัติกรรมฐาน) และขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านเอง และแผ่กุศลกรรมที่ท่านทำนั้นให้แก่ มารดา บิดา ญาติกาทั้งหลาย ครูอุปัชฌาอาจารย์ เพื่อนมนุษย์ เทวดาทั้งปวง เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง และเปรตทั้งหลายทั้งปวงด้วย แล้วชีวิตท่านจักบังเกิดความเจริญ


คำบูชาดวงตราพญาราหู องค์ราชันดำท่านพ่อจตุคามรามเทพ 
ตั้งนะโม 3 จบ

ระลึกถึงพระคุณแม่ธรณี

ข้าพเจ้าชื่อ ............... ขอน้อมถวายสิ่งสักการะแก่

สุริยัน จันทรา จันทรภาณุ พญาศรีธรรมโศกราช 12 นักษัตริย์

ดวงตราพญาราหู ศรีมหาราชพังพกาฬ องค์ราชันดำ

ท่านพ่อจตุคามรามเทพ

ขอบารมีท่านพ่อจตุคามรามเทพ

โปรด..........(แล้วแต่จะอธิษฐาน)


เครื่องบวงสรวงถวาย ตั้งโต๊ะกลางแจ้ง เวลากลางคืน วันใดก็ได้ 
- ธูปดำ 9 ดอก

- น้ำโอเลี้ยง / โค๊ก 1-3 แก้ว

- น้ำเย็น 1-3 แก้ว, น้ำชา 1-3 แก้ว

- กาแฟดำ

- ขนมหวาน / ขนมเค็ก

- หมากพลู 5 คำ

- ยาเส้น / ใบกระท่อม

- ดอกไม้หรือพวงมาลัย
(ขอขอบคุณ เสี่ยเจ็ด ศูนย์พระเครื่องหลักเมือง)
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2008, 11:39:19 PM โดย โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 04, 2008, 09:58:09 AM »

คาถาบูชาประจำวันเกิด

วันอาทิตย์
พระพุทธรูปปางถวายเนตร
มีกำลังวัน : ๖
สีที่เป็นมงคล : แดง
-----------++++---------------
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา

หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส

ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง

ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง

เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม

เต เม นะ โม เต จะ มัง ปาละยันตุ

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา

นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา

อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ


สวดย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ


สำหรับผู้เกิดวันอาทิตย์ สวดภาวนาบูชาพระปางถวายเนตร ๖ จบ
ป้องกันภัยอันตราย ได้รับความสุขความเจริญ เป็นศิริมงคล

วันจันทร์
พระพุทธรูปปางห้ามญาติ
มีกำลังวัน : ๑๕
สีที่เป็นมงคล : เหลือง
-----------++++---------------
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย

จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท

ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง

พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย

จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท

ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง

ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะโย

จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง

สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ


สวดย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา


สำหรับผู้เกิดวันจันทร์ สวดภาวนาบูชาพระปางห้ามญาติ ๑๕ จบ
มีความสุขสิ้นกาลนาน และนอนก็เป็นสุขไม่ฝันเห็นสิ่งชั่วร้ายเป็นสิริมงคลยิ่ง

วันอังคาร
พระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์
มีกำลังวัน : ๘
สีที่เป็นมงคล : ชมพู
-----------++++---------------
ยัสสานุภาวะโต ยักขา   เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง

ยัมหิ เจวานุยุญชันโต    รัตตินทิวะมะตันทิโต

สุขัง สุปะติ สุตโต จะ    ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ

เอวะมาทิคุณูเปตัง    ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ


สวดย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง


สำหรับผู้เกิดวันอังคาร สวดภาวนาบูชาพระปางสีหไสยาสน์ ๘ จบ
มีความสุขเกษม ปราศจากภูตผีเบียดเบียน นอนหลับฝันดีเป็นสิริมงคลยิ่ง

วันพุธกลางวัน
พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร
มีกำลังวัน : ๑๗
สีที่เป็นมงคล : เขียว
-----------++++---------------
สัพพาสีวิสะชาตีนัง   ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ

ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง    เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง

อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ    สัพพะทา สัพพะปาณินัง

สัพพะโสปิ นิวาเรติ    ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ


สวดย่อ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท


สำหรับผู้เกิดวันพุธกลางวัน สวดภาวนาบูชาพระปางอุ้มบาตร ๑๗ จบ
มีความสุขสำราญ ด้วยลาภยศ มีโชคดี ร่ำรวย เป็นสิริมงคลยิ่ง

วันพุธกลางคืน
พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์
มีกำลังวัน : ๑๒
สีที่เป็นมงคล : ดำ หรือ ม่วง
-----------++++---------------
กินนุ สันตะระมาโนวะ   ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ    กินนุ ภีโตวะ ติฏฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา    ชีวันโต น สุขัง ละเภ

พุทธะคาถาภิคีโตมหิ    โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันต
กินนุ สันตะระมาโนวะ   ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ    กินนุ ภีโตวะ ติฏฐะสีติ

สัตตะธา เม ผะเล มุทธา    ชีวันโต น สุขัง ละเภ

พุทธะคาถาภิคีโตมหิ    โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติฯ


สวดย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ


สำหรับผู้เกิดวันพุธกลางคืน สวดภาวนาบูชาพระปางป่าเลไลยก์ ๑๒จบจะบังเกิดอำนาจบารมีเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรูหมู่พาลทั้งปวงอำนาจฝ่ายต่ำและไสยเวทมนต์ดำไม่สามารถทำอะไรได้ เป็นสิริมงคลยิ่ง(พระราหูเข้าแทรก หรือเสวยอายุ เสวยกำลังอายุพึงภาวนาบูชา)

วันพฤหัสบดี
พระพุทธรูปปางสมาธิ
มีกำลังวัน : ๑๙
สีที่เป็นมงคล : ส้ม หรือ แสด
-----------++++---------------
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร   นิพพัตตัง โมระโยนิยัง

เยนะ สังวิหิตารักขัง    มะหาสัตตัง วะเนจะรา

จิรัสสัง วายะมันตาปิ    เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง

พรัหมะมันตันติ อักขาตัง    ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ


สวดย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ


สำหรับผู้เกิดวันพฤหัสบดี สวดภาวนาบูชาพระปางสมาธิ ๑๙ จบ
จะมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป มีปัญญาเฉลียวฉลาด และเป็นสิริมงคลยิ่ง

วันศุกร์
พระพุทธรูปปางรำพึง
มีกำลังวัน : ๒๑
สีที่เป็นมงคล : ฟ้า หรือ น้ำเงิน
-----------++++---------------
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ   สาละเน สาธุสัมมะเต

อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ    สะทา กิพพิสะการิภิ

ปะริสานัญจะตัสสันนะ    มะหิงสายะ จะ คุตติยา

ยันเทเสสิ มะหาวีโร    ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ


สวดย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา


สำหรับผู้เกิดวันศุกร์ สวดภาวนาบูชาพระพุธรูปปางรำพึง ๒๑ จบ
จะมีความสุขสำราญเป็นนิตย์ และเป็นสิริมงคลยิ่ง

วันเสาร์
พระพุทธรูปปางนาคปรก
มีกำลังวัน : ๑o
สีที่เป็นมงคล : ม่วง หรือ ดำ
-----------++++---------------
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ

สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาเตนะ สัจเจนะ โสตติ เต โหตุ

โสตติ คัพภัสสะฯ


สวดย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ


สำหรับผู้เกิดวันเสาร์ สวดภาวนาบูชาพระพุธรูปปางนาคปรก ๑o จบ
จะมีความวัฒนาถาวร ด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ สืบไป และเป็นสิริมงคลยิ่ง

วันพระเกตุ(ผู้ไม่รู้วันเกิดตัวเอง)
พระพุทธรูปปางมารวิชัย
มีกำลังวัน : ๙
สีที่เป็นมงคล : ขาว
-----------++++---------------
มะหาการุณิโก นาโถ   หิตายะ สัพพะปาณินัง

ปูเรตวา ปาระมี สัพพา    ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ    โหตุ เม ชะยะมังคะลัง

ชะยันโต โพธิยา มูเล    สักยานัง นันทิวัฑฒะโน

เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ    ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล

อะปะราชิตะปัลลังเก    สีเส ปะฐะวิโปกขะเร

อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง    อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง    สุปาภาตัง สุหุฏฐิตัง

สุขะโณ สุมุหุตโต จะ    สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ

ปะทักขิณัง กายะกัมมัง    วาจากัมมัง ปะทักขิณัง

ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง    ปะณิธี เต ปะทักขิณา

ปะทักขิณานิ กัตวานะ    ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ


สวดย่อ ปะ โม ทะ ติ


สำหรับผู้เกิดวันพระเกตุ สวดภาวนาบูชาพระพุธรูปปางมารวิชัย ๙ จบจะมีความวัฒนาถาวร เจริญรุ่งเรือง ด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัย อันตรายทั้งปวง ปราศจากศัตรู คู่อริร้ายทั้งหลายและเป็นสิริมงคลยิ่ง (สำหรับผู้ที่จำวันเกิดของตนเองไม่ได้แน่นอน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2008, 11:50:37 PM โดย โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 04, 2008, 10:00:35 AM »

คาถาบูชาชูชก
-----------++++-----------
โอมนะโมโพธิสันโต     กัณหาชาลีกุมาโร

โอมพัทธิราชกุมาโร    ชะหังหังเมสัตตะสวาโหม

คาถาบูชาครุฑ
-----------++++-----------
         นะ คะ ครุฑ ธา ประ รา ยัน ติ

คาถาบูชาพ่อแม่
-----------++++-----------
     นะ โม สา ตา

     ติ รา ยัก โข

     วัน ทิต ตะ วา

คาถาบูชาพระพิฆเนศ
-----------++++-----------
โอมศรี คเณ ศายะ นะมะ

คาถาบูชานางกวัก
-----------++++-----------
   ทุสะ นิมะ ธะนัง โภคา

   เอหิ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ

   เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ

คาถาบูชาพยาหงส์
-----------++++-----------
ตั้งนะโม (๓ จบ) แล้วว่า
  ทุสะ นิมะ ธะนัง โภคา

  เอหิ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ

  เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ

คาถาบูชาพระราหู
-----------++++-----------
ตั้งนะโม (๓ จบ) แล้วว่า
กินนุ      สันตะระมาโนวะ ราหุจันทัง ปะมุญจะสิ

สังวิคคะรูโป อาคัมมะ

กินนุ      ภีโต วะ ติฏฐะสีติ สัตตะธา เม ผะเล มุทธา

ชีวันโต นะ สุขัง ละเภพุทธะคาถา ถิคีโตมหิ

โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ


(จำนวน ๑๒ จบ)

คาถาบูชาฤาษี
-----------++++-----------
โอม อิมัสมิง พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา หิตา ตุมเหปะริ ปะริภุญชันตุ
คาถาอาราธนามีดหมอ(ไล่ปีศาจ)
ของหลวงพ่อเดิม
วัดหนองโพ อำเภอพยุคีรี จังหวัดนครสวรรค์
-----------++++-----------
สักกัสสะวชิราวุธัง     เวสสุวัณณัสสะคะธาวุธัง

อาสะวะกัสสะธุสาธุธัง    ยะมะนัสสะนัยนาวุธัง

นารายยัสสะจักราวุธัง    ปัญจะคาวุธานัง

เอเตสังอานุภาเวนะ    ยักขะยักขาวิจุณณาโลมัง

นาเมมะพุทธะสันติ    คัจฉะละมุมหิโอกาสะติฏฐาหิ

คาถาอาราธนานกสาลิกา
-----------++++-----------
ตั้งนะโม (๓ จบ) แล้วว่า
ชิวหายัง มะทุรังวาจัง ชิวหาวาจันติ

พุทธสิตวา จะสุนทะรัง ปิยาเยวะ ปิยันตุพาฯ
คาถาบอกให้ลาภ
-----------++++-----------
    เอ หิ ปุต ตะ ปิ ยะ ปุต ตะ มิ สิ เจถ

    บาร มี หะ ทะ ยัง ปุพ พะ นิ มิต

    ตัง สัพ พะ งา พัง ภะ วัน ตุ เม

พระคาถามหาลาภ
-----------++++-----------
    นะชาลีติ ประสิทธิลาภา ปสันนะจิตตา สะทาโหนตุ

    ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พหูชนา สัพเพทิสา

    สะมาคะตา กาละโภชะนา วิกาละโภชะนา

    อาคัจฉันติ ปิยังมะมะ เอหิมะมา เงินมา ลาภมา

    อุกากะสะ ภวันตุเมมิมิ เมตตามิมิ

คาถาเงินล้าน
ตั้งนะโม ๓ จบ
-----------++++-----------
    พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)

    พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม       (คาถาเงินแสน)

    มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม              (คาถาลาภไม่ขาดสาย)

    มิเตพาหุหะติ                                                (คาถาเงินล้าน)

    พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง

    วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ

    มานีมานะ พุทธัสสะ สวาโหม               (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)

    สัมปะติจฉามิ                                     (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)

    เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

    (บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

คาถามหาลาภ
-----------++++-----------
    นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา

    ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา พีชังวา อัตถังวา ปัตตังวา

    เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา มะมามิหัง

         (สวด ๓ จบต่อจากคาถาเงินล้าน)


ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ๓ จบ และตื่นนอนเช้า ๓ จบ
 เป็นการเรียกทรัพย์ เรียกลาภจะบังเกิดโภคทรัพย์อย่างมหัศจรรย์

คาถามหาพิทักษ์
-----------++++-----------
จิตติ วิตัง นะกรึง คะรัง

         (สวด ๓ จบต่อจากคาถามหาลาภ)


ใช้ภาวนาเวลาปิดประตูบ้าน หน้าต่าง ปิดตู้เซฟ ขณะใส่กุญแจ

คาถาค้าขายดี
-----------++++-----------
    พุทธัง พะหุชะนานัง

    เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง

    เอหิลาภัง เอหิเมตตา

    ชมภูทีเป มะนุสสานัง

    อิตถิโย ปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ


พ่อค้าแม่ค้าพาณิชย์นิยมเสกเป่า ๓ จบ ๗ จบ ทำน้ำมนต์ล้างหน้าและประพรมสินค้าขายของดีนักแล
 (อธิษฐานและใส่บาตรทุกวันตามศรัทธา จะบังเกิดโชคลาภ)

คาถาทำน้ำมนต์ขายของดี
-----------++++-----------
พุทธะสังมิ สังสิโมนา ธัมมะสังมิ โมนาสังสิ สังฆะสังมิ
สิโมนาสัง
พระคาถาบทนี้ใช้ประพรมของและตัวเอง ขายของดีนักแล

 
นะมหาอำนาจ
-----------++++-----------
นะ ระ งับ ดับ โท โส

โม ละ ลาย

พุทธ ทำ ลาย จิต

ธา ให้ ลุ่ม หลง

ยะ ให้ กู รัก

สวา หะ นะ โม พุท ธา ยะ

คาถาปลุก
-----------++++-----------
    จะ ตุ ภู ตา นัง      อะ หัง ภู ตา นัง

    เอ หิ สะ มา คะ     โม มะ มา สะ มะ

คาถาล้างหน้า
-----------++++-----------
อิติ ธาระมิตา ดึงสา

อิติ สะพัญญะมา คะตา

อิติ โพธิ มะนุ ปะโต

อิติ ปิโส จะเตนะโม

อิติ ธาระมิตา มะอะอุ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

อิติ ธาระมิตา ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

อิติ ธาระมิตา สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

คาถาเมตตามหานิยม
-----------++++-----------
นะ เมตตา โม กรุณา พุท ปรานี ธา ยินดี ยะเอ็นดู

สารพัดศัตรู วินาสสันตุ อิติปิ โส ภาคะวา เห็นหน้าวาจา

เอ็นดูด้วย นะโม พุทธายะฯ

(เมตตามหานิยมประเสริฐนัก)

หัวใจขุนแผน
-----------++++-----------
(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

นะรักจะจิตตัง พัทธะนังปิยังมะมะ

พระคาถาพระสีวลี
-----------++++-----------
(ตั้ง นะโม ๓ จบ)

สีวลี จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต(๙ จบ)

(หมั่นสวดทุกวัน ค้าขายและโชคลาภดีมาก)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2008, 11:54:07 PM โดย โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

ของร้อน23
2541-2543 ช่างสำรวจรุ่น23
อาชีวเฉลิมสาสน์
ปวช
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 345

เกิดเป็นชาย มีหนี้ใช้ มีแค้นล้าง


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 04, 2008, 10:41:30 AM »


ส่งมาให้อ่านหน่อยได้ใหมครับผมมันกะโหลกหนาเหลือเกิน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 08, 2008, 12:13:37 PM »

วันที่22มี.ค. ไหว้ครูหลวงพ่อเปิ่นครับ ใครโชคไม่ดี ดวงไม่ดี ไปเข้าพิธีได้น่ะ วัดบางพระครับ 9โมง9นาทีเริ่ม อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ
2538-2540 ช่างสำรวจรุ่น20
Moderator
ปวส
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1401


ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่จริงๆ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 12, 2008, 11:19:58 AM »








 อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
แจ้งข่าว.!!! หลวงพ่อแล ทิตฺตพโพ วัดพระทรง จ.เพชรบุรี ได้ละสังขารแล้ว..

--------------------------------------------------------------------------------
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ จ.เพชรบุรี พระครูธรรมธร แล ทิตฺตพโพ (หลวงพ่อแล วัดพระทรง) พระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการเคารพนับถือของชาวเพชรบุรีได้มรณภาพที่โรงพยาบาลเพชรรัชต์ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ประกอบกับอาการชราภาพและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ หลังเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดติดเชื้อตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2550 รวมเวลาการรักษานานกว่า 4 เดือน และถึงแก่มรณภาพเมื่อเวลา 11.39 น. วันที่ 10 มีนาคม 2551 รวมสิริอายุ 93 ปี 75 พรรษา กำหนดพิธีรดน้ำศพหลวงพ่อแล ตั้งแต่เวลา 09.19-16.00 น. ในวันที่ 11 มีนาคม ณ วัดพระทรง ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี // ขอกราบไว้อาลัยต่อการจากไปในครั้งนี้ของหลวงพ่อแล วัดพระทรง จ.เพชรบุรี ด้วยครับ

ประวัติหลวงพ่อแล หลวงพ่อแล ทิตฺตพฺโพ อายุ ๘๘ ปี พรรษา ๖๖ เดิมชื่อ นายแล วาดวงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น อยู่วงศ์) เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ปีมะโรง ณ บ้านไร่สัตว์ ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เป็นบุตร นายอยู่-นางทอง วาดวงศ์ มีพี่น้อง ๗ คน เป็นชาย ๔ หญิง ๓ คน โดยหลวงพ่อเป็นคนที่ ๖
เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จึงได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดหนองไม้เหลือง จ.เพชรบุรี ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ (ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘) โดยมีหลวงพ่อใหม่ วัดเขาทะโมน เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีหลวงพ่อชื่น หลวงพ่อยอด หลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง เป็นพระคู่สวด เมื่อบวชแล้วได้จำพรรษา และร่ำเรียนวิชาต่างๆ อยู่กับหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง
ด้วยความสนใจใฝ่รู้ในสรรพวิชาต่างๆ เมื่อร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อเพลินจนหมดสิ้นแล้ว ท่านจึงได้เดินทาง ไปร่ำเรียน วิชาคาถาอาคมจากพระคณาจารย์ชื่อดังต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น เรียนวิชาหนุมานกับหลวงพ่อพระครูสันต์ วัดเขาวัง จ.เพชรบุรี เรียนวิชาทำตะกรุดครั่งจากหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง เรียนวิชาทำตะกรุดพวงกับ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่าง จ.พระนครศรีอยุธยา เรียนวิชาทำมีดหมอกับ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ เรียนวิชาทำชูชกกับหลวงปู่รอด วัดวังน้ำวน จ.สมุทรสาคร เรียนวิชาทำปลัดขิกกับหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เรียนวิชาลงนะหน้าทองกับหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม โดยเฉพาะกับหลวงพ่อแช่ม อดีตเกจิอาจารย์ชื่อดัง แห่งวัดตาก้อง จ.นครปฐมนั้น หลวงพ่อแลได้อยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด และได้เรียนวิชาจากหลวงพ่อแช่ม มากมาย เช่น วิชาเสริมดวงชะตา และวิชาสักพญาหงส์เงิน-หงส์ทอง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน ถือว่าหลวงพ่อแลเป็นลูกศิษย์ ของหลวงพ่อแช่มองค์เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

หลวงพ่อแล วัดพระทรง จ.เพชรบุรี สักยันต์ "หนุมาน" เมตตา-แคล้วคลาด-คงกระพัน
หลวงพ่อแล ทิตฺตพฺโพ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ขมังเวทย์ แห่งวัดพระทรง อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นศิษย์สายหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง อดีต 2 พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองเพชร ซึ่งศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน กับท่าน ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม จ.นครปฐม (มรณภาพแล้ว) หลวงพ่อแผ่ว วัดโตนดหลวง (มรณภาพแล้ว) และหลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง (ยังมีชีวิตอยู่)
ชื่อเสียงของหลวงพ่อแลเริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปมานานนับสิบปี เมื่อท่านได้ลงมือสักยันต์ต่างๆ ทั้งหนุมาน ลิงลม พญาหงส์ และลงนะหน้าทองให้แก่บรรดาลูกศิษย์ แล้วบังเกิดอภินิหาร ทั้งในทาง เมตตามหานิยม โดยเฉพาะทาง อยู่ยงคงกระพัน จนเป็นที่ร่ำลือไกล จนกระทั่ง เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต้องมาขอร้องให้หลวงพ่อเลิกสักยันต์ เนื่องจากมีลูกศิษย์บางคนไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น แต่ด้วยความเมตตา ประกอบกับคำสั่งขององค์อาจารย์ ทำให้ หลวงพ่อแลไม่อาจเลิกสักยันต์ด้วยตัวเองได้ แต่ท่าน ก็เพียรพยายามเน้นย้ำสั่งสอนญาติโยมให้หมั่นทำความดี-มีศีลธรรม เพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้ปกปักรักษาคุ้มครอง ตัวตลอดไปไม่เสื่อมคลาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2008, 11:28:04 AM โดย โอ๊ต ชื่อนี้คุณมั่นใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


"ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์"

overdose
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2008, 09:33:18 PM »

โอ๊ต แซวหน่อยเปลี่ยนแนวเลยนะ อิอิ แต่ยังยกให้เป็นมือวางอยู่นะ คริๆๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ToE.07
2539-2541 สถาปัตย์รุ่น 7
อาชีวเฉลิมสาสน์
มัธยมต้น
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 162



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2008, 01:17:24 PM »

อนุโมทนา สาธุฯ :- ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

JOสุภาพชน คนศูนย์วิจัย (ถาปัตย์09)
2541-2543 สถาปัตย์รุ่น 9
อาชีวเฉลิมสาสน์
ปวช
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 330


สถาปัตย์เชียวชาญทางด้านศิลปะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 05:59:51 PM »

คาถา  บูชา  พระวิษนุกรรม  (อย่างย่อ )


นะโม 3 จบ โอม วิษณุกรรม สายะนะมะ ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

    ข้าพเจ้ามิได้ชื่นชอบในรสสุรา     แต่ชอบบรรญกาศในการร่ำสุรา
กินเหล้ากับคนที่รู้ใจ สิบไหก็มิเมา     กินเหล้ากับคนจังไรเเค่เปิดฝาก็เมาแล้ว
[/shadow]

หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: